วิสัยทัศน์ผู้จัดทำ

การศึกษา คือแสงสว่างเว็บนี้เขียนเพื่อเผยแพร่ความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่อยู่ในห้วงการเปลี่ยนถ่ายจากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะย้อนกลับไปนับหรือคิดถึงมันได้อีก ผู้เขียนจึงอยากถ่ายทอดถึงระบบการเปลี่ยนแปลงของสังคมคนชนบทสู่สังคมคนสมัยใหม่ชาวบ้านปังกู


สมัครงานราชการและงานทั่วไป

แผนที่บ้านปังกู

25 พฤษภาคม, 2557

เก็บภาพมาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว




























26 ตุลาคม, 2556

สมเด็จพระญาณสังวร สิ้นพระชนม์ลง

ระญาณสังวร สมเด็จญาณสังวร สังฆราช ทรงสิ้นพระชนม์!

พระอาการโดยสงบ19.30 น .ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต

สิ้นสุดพระสังฆราชองค์ที่19 ไว้ทุกข์-ลดธงครึ่งเสา15วัน

แถลงการณ์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยฉบับที่ 8 เรื่องพระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ขณะประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา เผยพระอาการสมเด็จพระสังฆราชล่าสุดโดยรวมทรุดลงและความดันโลหิตต่ำ แพทย์ถวายยาต่อเนื่อง โดยคณะแพทย์ฯ และพยาบาลได้เฝ้าถวายการตรวจและติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพุทธศาสนิกชนยังคงทยอยกันเดินทางมาลงนามถวายพระพร สมเด็จพระสังฆราชอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 24 ต.ค. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้ออกแถลงการณ์เรื่อง“พระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ขณะประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ฉบับที่ 8” มีใจความดังนี้ วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษารายงานว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ระดับความดันพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำลง คณะแพทย์ฯ และพยาบาล ยังคงถวายพระโอสถ และเฝ้าถวายการตรวจและติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณโถงชั้นล่าง ตึกอานันทมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เวลา 08.00 เป็นต้นมาได้มีประชาชน ตลอดจนคณะบุคคล รวมถึงเจ้าหน้าที่ ทยอยเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่บริเวณชั้น 6 ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ซึ่งเป็นสถานที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อเวลา 07.00 น. ได้มีประชาชนมาถวายภัตตาหารพระสงฆ์ผู้ดูแลสมเด็จพระสังฆราช พร้อมร่วมสักการะพระพุทธรูป และลงนามถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร โดยผู้ที่มาลงนามถวายพระพรจะได้รับแจกพระรูปสมเด็จพระสังฆราช พร้อมกับหนังสือพระนิพนธ์ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 100 พรรษา และล็อกเกตด้วย โดยทุกคนที่มีโอกาสมาต่างพร้อมใจกันอธิษฐานจิตขอพรให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง อย่างไรก็ตามประชาชนยังสามารถเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพรได้จนถึงเวลา 17.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศช่วงเที่ยงที่บริเวณโถงชั้นล่าง ตึกอานันทมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีประชาชน ตลอดจนคณะบุคคล อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ .ทบ.) นำแจกันดอกไม้มาถวาย และ น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายกิตตินันท์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทการบินไทย และคณะเจ้าหน้าที่ศูนย์การแพทย์และอนามัยในพระองค์ 904 โครงการรักสายใยครอบครัว มาลงนามถวายพระพรสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกอย่างต่อเนื่อง
ส่วนบรรยากาศที่บริเวณตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ซึ่งเป็นสถานที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราชก็ยังมีประชาชนมาลงนามอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
นางวิภาศิริ มะกรสาร รองประธานสภาสตรีแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งใจเดินทางมาสวดมนต์และอธิษฐานจิตขอพรให้พระองค์หายจากพระอาการประชวร ส่วนตัวได้น้อมนำหลักพรหมวิหาร 4 และคำสอนของพระองค์มาใช้เป็นแบบแผนในการทำงานและดำเนินชีวิตเสมอมา
ต่อมาเมื่อเวลา 21.00 วันเดียวกันนี้ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 9 ระบุว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษารายงานว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ระดับความดันพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำลง และสิ้นพระชนม์ลงเมื่อเวลา 19.30 น.ด้วยพระอาการติดเชื้อในพระกระแสโลหิต
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) (3 ตุลาคม พ.ศ. 2456—ปัจจุบัน) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. 2532 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบันทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชันษามากกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในอดีตและทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของไทยที่มีพระชันษา 100 ปี
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ประสูติเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2456 เป็นบุตรคนโตของนายน้อย คชวัตร และนางกิมน้อย คชวัตร ชาวกาญจนบุรี พระองค์มีน้องชาย 2 คน ได้แก่ นายจำเนียร คชวัตร และนายสมุทร คชวัตร บิดาของพระองค์ป่วยเป็นโรคเนื้องอกและเสียชีวิตไปตั้งแต่พระองค์ยังเล็ก หลังจากนั้น พระองค์ได้มาอยู่ในความดูแลของป้าเฮงซึ่งเป็นพี่สาวของนางกิมน้อยที่ได้ขอพระองค์มาเลี้ยงดู
เมื่อพระชันษาได้ 8 ปี ทรงเข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาล วัดเทวสังฆาราม จนจบชั้นประถม 5 (เทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ในปัจจุบัน) เมื่อ พ.ศ. 2468 ในขณะที่มีพระชันษา 12 ปี หลังจากนั้น ทรงไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรต่อและไม่รู้ว่าจะเรียนที่ไหน ทรงเล่าว่า “เมื่อเยาว์วัยมีพระอัธยาศัยค่อนข้างขลาด กลัวต่อคนแปลกหน้า และค่อนข้างจะเป็นคนติดป้าที่อยู่ ใกล้ชิดกันมาแต่ทรงพระเยาว์โดยไม่เคยแยกจากกันเลย” จึงทำให้พระองค์ไม่กล้าตัดสินพระทัยไปเรียนต่อที่อื่น
เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์นั้นทรงเจ็บป่วยออดแอดอยู่เสมอ โดยมีอยู่คราวหนึ่งที่ทรงป่วยหนักจนญาติ ๆ ต่างพากันคิดว่าคงไม่รอดแล้วและได้บนไว้ว่า ถ้าหายป่วยจะให้บวชเพื่อแก้บน แต่เมื่อหายป่วยแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ได้บวช จนกระทั่งเรียนจบชั้นประถม 5 แล้ว พระองค์จึงได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อแก้บนในปี พ.ศ. 2469 ขณะมีพระชันษาได้ 14 ปี ที่วัดเทวสังฆาราม โดยมีพระเทพมงคลรังษี (ดี พุทธฺโชติ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆารามเป็นพระอุปัชฌาย์และพระครูนิวิฐสมาจาร (เหรียญ สุวณฺณโชติ) เจ้าอาวาสสวัดศรีอุปลารามเป็นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล ภายหลังบรรพชาแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเทวสังฆาราม 1 พรรษาและได้มาศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้น พระเทพมงคลรังษี (ดี พุทธฺโชติ) พระอุปัชฌาย์ได้พาพระองค์ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร และนำพระองค์ขึ้นเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ต่อมา คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) เพื่ออยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดบวรนิเวศวิหาร พระงอค์ทรงได้รับประทานนามฉายาจากสมเด็จพระสังฆราชว่า “สุวฑฺฒโน” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เจริญดี”[2] จนกระทั่ง พระชันษาครบอุปสมบทจึงทรงเดินทางกลับไปอุปสมบทที่วัดเทวสังฆารามเมื่อ พ.ศ. 2476 ภายหลังจึงได้เดินทางเข้ามาจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงศึกษาพระธรรมวินัยและที่วัดบวรนิเวศวิหารนี่เอง พระองค์ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทซ้ำเป็นธรรมยุติกนิกาย โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
ช่วงปี พ.ศ. 2547 หลังจากที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ประชวร และประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เข้าร่วมงานพระศาสนาไม่สะดวก มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ได้แต่งตั้งให้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช[11] ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้มีพระบัญชาว่า “ทราบและเห็นชอบ” เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2547 ต่อมา การแต่งตั้งนั้นได้สิ้นสุดลงเพราะครบระยะเวลาที่กำหนด มหาเถรสมาคมจึงได้แต่งตั้ง คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช โดยประกอบด้วยพระราชาคณะ รวม 7 รูป จากพระอาราม 7 วัด โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ในฐานะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ทำหน้าที่ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2556 ที่ผ่านมาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้มรณภาพลงที่โรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อเวลา 08.41 น. เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด สิริรวมอายุ 85 ปี 64 พรรษา
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ส.ค.เวลา 14.00 น. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งมีวาระการพิจารณาคัดเลือกประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อดำรงตำแหน่งแทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมรณภาพเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาการประชุม ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปฺญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เนื่องจากมีความอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงที่สุดทุกด้าน และมีความพร้อมทางด้านร่างกายพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบเพื่อให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป.
มีรายงานว่า เบื้องต้นสำนักพระราชวัง มีคำสั่งให้ ข้าราชการทุกหน่วยราชการ กระทรวง ทบวง กรม ให้ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วัน ส่วนข้าราชการให้ไว้ทุกข์แต่งชุดดำ 15 วัน ส่วนพระราชพิธีเกี่ยวกับการปลงพระศพและบำเพ็ญพระราชกุศล ต้องรอคำสั่งจากสำนักพระราชวังอย่างเป็นทางการต่อไป.
วันที่ 24/10/2556 เวลา 20:58 น
แหล่งข้อมูล หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

01 สิงหาคม, 2553

ขอเชิญผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตร วัดบ้านปังกู 28 ธ.ค.53-4 ม.ค.54

เอาบุญมาฝาก
ชอเชิญจองลูกนิมิตร หรือรับเป็นเจ้าภาพโรงทานในงานทำบุญฝังลูกนิมิตร วัดบ้านปังกู อ.ประโคนชัย
จ.บุรีรัมย์ ใน 28 ธ.ค.53 ถึง 4 ม.ค.54
สำหรับทานใดที่ ประสงค์จะเป็นเจ้าภาพโรงทาน หรือจะร่วมทำบุญเชิญ
เราในนามคนบ้านปังกูขอเชิญร่วมทำบุญด้วยกันช่วงปีใหม่ มีน้อยช่วยน้อย ในการสร้างโรคทานสมทบทุนงานฝังลูกนิมิตร
ประตูเข้าวัด หอระฆังปัจจุบันยังไม่มีงบหรือปัจจัยในการบูรณะ

กุฎิหลังใหญ่กำลังบูรณะยังขาดปัจจัย

ขอเชิญทุกท่านร่วมกุศลครั้งนี้ด้วยกันนะครับ หากมีข้อสังสัย หรือจะร่วมทำบุญสร้างโรงทาน
สอบถามได้ที่กระผมได้ ซึ่งตอนนี้กำลังสร้างศาลาที่พักร้อน และศาลาโรงทานเพื่อเตรียมการงานฝังลูกนิมิตร

26 กุมภาพันธ์, 2553

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



“บัดนี้ทุกคนได้ตระหนักแล้วว่า ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล อากาศ มิได้เป็นสิ่งสวยงามเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีพของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีขึ้น ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราเอง”


“การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคงเพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นโดยปรกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตสมบูรณ์และเมื่อมีสุขภาพดีพร้อมทั่งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นผู้สร้างมิใช่เป็นผู้ถ่วงความเจริญ”


“หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้”


“การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศของภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศทางสังคมวิทยาคือนิสัยใจคอของคนเราจะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้แต่ถ้าเราเข้าไปแล้วเราเข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไร จริง ๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง”


“พื้นที่บริเวณต้นนี้เหนือเขื่อนกักเก็บน้ำแก่งกระจาน สภาพป่าไม้ส่วนใหญ่ยังดีอยู่ แต่จะถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น เพราะมีสัมปทานให้บริษัทนำไม้ออก และมีราษฎรเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ทำกินเพิ่มขึ้น การนำไม้ออกนั้นในทางปฏิบัติจะไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่จะยังคงรักษาสภาพพื้นที่ป่าไว้ได้ ดังนั้นในการให้สัมปทานนำไม้ออก ควรพิจารณาพื้นที่แยกเป็นบริเวณลุ่มน้ำของแต่ละลำน้ำโดยละเอียดและรอบคอบ เพื่อพิจารณาสัมปทานให้แต่ละบริเวณส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่องราษฎรเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อเป็นที่ทำกินนั้น ควรดำเนินการให้เปลี่ยนจากการที่ราษฎรบุกรุกเข้าไปทำลายพื้นที่ป่าเพื่อเป็นที่ทำกินนั้น ควรดำเนินการให้เปลี่ยนจากการที่ราษฎรบุกรุกเข้าไปทำลายพื้นที่ป่าโดยไม่มีการควบคุม ให้เป็นการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่า ให้ราษฎรเข้าทำกินโดยมีการควบคุม คือให้พิจารณาพื้นที่ป่าในลุ่มน้ำของลำห้วยต่าง ๆ เลือกบริเวณที่ค่อนข้างราบ เนื้อดินเหมาะแก่การเพาะปลูก และมีแหล่งน้ำที่จะทำการชลประทานได้ ซึ่งเหมาะที่จะเปิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกจัดสรรให้ราษฎรได้เข้าทำกิน และจัดพื้นที่ป่าติดต่อกันบริเวณเชิงเขาให้เป็นป่าใช้สอยปลูกไม้โตเร็ว เพื่อให้ราษฎรมีไม้ใช้ทำฟืนและประโยชน์อื่น ๆ ส่วนพื้นที่บนไหล่เขาขึ้นไปให้รักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำลำธาร อบรมราษฎรที่จัดให้เข้าทำกินในพื้นที่จัดสรร ให้รักและหวงแหนป่าไม้ต้นน้ำ ให้ร่วมกันคุ้มครองรักษาไม่ให้ผู้อื่นมาทำลาย จัดให้ราษฎรในพื้นที่ดินจัดสรรรวมกันตั้งเป็นสหกรณ์ต่อไป อาจมอบหมายให้หลาย ๆ สหกรณ์ร่วมกันเป็นผู้รับสัมปทานการทำไม้ ออกของป่าบริเวณนั้นก็ได้”


“การแก้ปัญหาเรื่องราษฎรเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ป่าเป็นที่ทำกินนั้นควรดำเนินการให้เปลี่ยนจากการที่ราษฎรบุกรุกเข้าไปทำลายป่าโดยไม่มีการควบคุมให้เป็นการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่าให้ราษฎรทำกินโดยมีการควบคุม”


พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ข้างต้น คือที่มาของแนวพระราชดำริในการจัดสรรที่ดินตามพระราชประสงค์ในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศรวมทั้งบริเวณตำบลดอนขุนห้วย อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี


“ในเรื่องของสภาพแวดล้อมนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้มีความเดือดร้อนต่าง ๆ มากขึ้น เช่น อาจจะน้ำท่วมหรือว่าน้ำแล้งกะทันหันนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าในเรื่องของพืชธรรมชาติ ป่าไม้ หรือดินถูกน้ำทำลายไป เพราะฉะนั้นถ้าเราศึกษาได้ดีถึงเรื่องพวกนี้ หาวิธีแก้ไข ก็จะสามารถทำให้ต่อไปเราได้รักษาสมบัติของตนเองเอาไว้ได้”

“ให้กำเมล็ดไม้แล้วหว่านออกไปมันจะขึ้นอย่างไรก็ให้มันขึ้นไปเหมือนกับแม่ไม้ต้นหนึ่งที่ล้มลงเม็ดกระจายอย่างไรก็ให้อยู่อย่างนั้น”


“ให้ทำการอนุรักษ์พื้นที่เขานางพันธุรัตไว้เป็นมรดกของชาติ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา เกี่ยวกับนางพันธุรัตในวรรณคดีไทยเรื่องสังข์ทองซึ่งเป็นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ายิ่งของประเทศไว้”

พระราชดำรัส

ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ที่มา : พระมหากรุณาธิคุณ กองทัพภาคที่ ๑, ๒๕๔๗

หลักการทรงงาน

หลักการทรงงาน
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
๑. “พออยู่พอกิน – คุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุน – ขาดทุนคือกำไร”
แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงมุ่งเน้นให้ผลการดำเนินงานตกถึงมือประชาชนโดยตรงเป็นเบื้องแรก เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า นั่นคือ เพื่อความ “พออยู่พอกิน” ขณะเดียวกันก็จะทรงปูพื้นฐานไว้สำหรับความ “อยู่ดีกินดี” ต่อไปในอนาคตด้วย ผลสำเร็จของการดำเนินงานของพระองค์อยู่ที่ความ “คุ้มค่า” มากกว่า “คุ้มทุน” ดังพระราชดำรัสที่ว่า “Our Loss is Our Gain” หรือ “ขาดทุนคือกำไร” เพราะผลที่ได้จากการลงทุน คือ ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ไม่ใช่เป็นตัวเงินหากพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์จะถือเป็นการลงทุนที่ขาดทุนหรือไม่คุ้มทุน แต่สำหรับพระองค์แล้วทรงถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่ง

๒. “ไม่ติดตำรา”
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

๓. “บริการรวมที่จุดเดียว One-stop Services”
ทรงเน้นในเรื่องการสร้างความรู้รัก สามัคคีและการร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน ด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มักจะต่างคนต่างทำและยึดติดกับการเป็นเจ้าของเป็นสำคัญให้แปรเปลี่ยนเป็นการร่วมมือกันโดยไม่มีเจ้าของ และสามารถอำนวยประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน ดังเห็นได้จากแนวพระราชดำริในการดำเนินงานบริหารของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีอยู่ทั้งหมด ๖ ศูนย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นับเป็นรูปแบบใหม่ของการบริหารที่เป็นการ “บริการรวมที่จุดเดียว” และ “การบริการแบบเบ็ดเสร็จ” หรือ “One-stop Services” ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยอย่างแท้จริง

๔. “แก้ปัญหาที่จุดเล็ก”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจริยภาพในการแก้ปัญหา ทรงมองปัญหาในภาพรวม (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ (Micro) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้ามดังพระราชดำรัสที่ว่า “ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน มันไม่ได้เป็นการแก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่คิดได้ แบบภาพรวม (Macro) นี้เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย อย่างบ้านคนอยู่ เราบอกบ้านนี้มันผุตรงนั้น ผุตรงนี้ ไม่คุ้มที่จะไปซ่อม เอาตกลงรื้อบ้านนี้ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่ วิธีทำต้องค่อย ๆ ทำจะไประเบิดหมดไม่ได้”

๕. “ระเบิดจากข้างใน”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนนั่นคือ ทำให้ชุมชนหมู่บ้านมีความเข้มแข็งก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันมีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว ทรงใช้ความว่า “ระเบิดจากข้างใน”

๖. “ทำให้ง่าย - Simplicity”
ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทำให้การคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศ ตามแนวพระราชดำริดำเนินไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศโดยส่วนรวม ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนนั้น ๆ ทรงโปรด ที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยใช้กฎแห่งธรรมชาติเป็นแนวทางนั่นเอง แต่การทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่ายนั้นเป็นของยาก ฉะนั้นคำว่า “ทำให้ง่าย” หรือ “Simpilicity” จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

๗. “ใช้อธรรมปราบอธรรม”
นอกเหนือจากการ “ทำให้ง่าย” แล้ว ยังทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการ แนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปรกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปรกติเช่น การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสีย หรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำ การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยใช้ผักตบชวา ซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซับสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำดังพระราชดำรัสว่า “ใช้อธรรมปราบอธรรม”


ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง

“ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม้หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นพืชอย่างหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นพืชอย่างหนึ่ง อันนี้แยกออกไปเป็นกว้าง ๆ ใหญ่ ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สำหรับได้ประโยชน์ดังนี้ ในคำวิเคราะห์ของกรมป่าไม้รู้สึกจะไม่ใช่ป่าไม้ เป็นสวนหรือจะเป็นสวนมากกว่าป่าไม้ แต่ในความหมายของการช่วยเหลือเพื่อต้นน้ำลำธารนั้น ป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวนผลไม้ก็ตาม นั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่เป็นป่า คือ เป็นต้นไม้และทำหน้าที่เป็นทรัยพากรในด้านสำหรับให้ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้”
ประโยชน์ที่ได้รับ
ในการปลูกป่า ๓ อย่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชาธิบายถึงประโยชน์ในการปลูกป่าตามพระราชดำริว่า
“การปลูกป่า ๓ อย่าง แต่ให้ประโยชน์ ๔ อย่าง ซึ่งได้ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟื้นนั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ถึง ๔ อย่าง คือ นอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่อแล้ว ยังสามารถให้ประโยชน์ที่ ๔ ซึ่งเป็นข้อสำคัญ คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธารด้วย”

การเกษตรแบบยั่งยืนมีด้วยกัน ๕ ประเภท คือ

๑. เกษตรธรรมชาติ คือ รูปแบบการเกษตรที่สร้างผลผลิตพืชและสัตว์ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศของพื้นที่ โดยพยายามแทรกแซงการใช้ปัจจัยและเทคโนโลยีทางการผลิต่าง ๆ ให้น้อยที่สุด เพื่อให้ระบบเกษตรกรรมและธรรมชาติเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นองค์รวม

๒. เกษตรอินทรีย์ คือ รูปแบบการเกษตรที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพ มีการใช้ซากสัตว์ มูลสัตว์ การปลูกพืชหมุนเวียน แร่ธาตุตามธรรมชาติในการปรับปรุงดิน ผสมผสานกับการกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ช่วยในการควบคุมและทำลายศัตรูพืช

๓. เกษตรผสมผสาน คือ รูปแบบการเกษตรที่มีการปลูกพืชและหรือมีการเลี้ยงสัตว์หลายชนิดในพื้นที่เดียวกันโดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิดจะต้องสามารถเกื้อกูลประโยชน์กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดิน น้ำ แสงแดด อย่างเหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งมีความสมดุลของสภาพแวดล้อมและเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

๔. วนเกษตร คือ รูปแบบการเกษตรที่มีระบบการใช้ที่ดินเพื่อดำรงกิจกรรมการเกษตรต่าง ๆ ระหว่างต้นไม้ในพื้นที่ป่าหรือไม้ยืนต้นที่ปลูกขึ้น โดยที่การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์จะต้องมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน และเน้นการจัดการป่าไม้ให้ใช้ประโยชน์ร่วมกับกิจกรรมทางการเกษตรได้ รวมทั้งเกื้อกูลต่อระบบนิเวศป่าไม้ในท้องถิ่น

๕. เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ รูปแบบการเกษตรที่มาจากแนวคิดหรือทฤษฎีที่เน้นการจัดการทรัพยากรน้ำในไร่ เพื่อสร้างผลผลิตอาหารที่เพียงพอ และเพื่อการผลิตที่หลากหลายสำหรับเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงแก่ครัวเรือนเกษตรกรตลอดจนเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนและขาดแคลนทรัพยากรให้บรรเทาลงจนกระทั่งพัฒนาถึงขั้นที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยแบ่งสัดส่วนพื้นที่ดำเนินการออกเป็น ๓๐ : ๓๐ : ๑๐ เพื่อใช้ในการปลูกข้าว ปลูกไม้ยืนต้น พื้นที่ขุดสระกักเก็บน้ำ และที่เหลือใช้เป็นที่อยู่อาศัยตามลำดับ ซึ่งสัดส่วนของพื้นที่สามารถยืดหยุ่นได้ตามสภาพของพื้นที่และขนาดของแรงงานในครัวเรือน

10 ธันวาคม, 2552

วิถีชนบทไทยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

เมื่อก่อนบ้านปังกูก่อนยังไม่มีเส้นทางลาดยาง หรือมีไฟฟ้าเข้า วิถีชิวีตดูมีความสุขไปอีกแบบ เพราะตกเย็นมาก้อพากันนั่งเล่นตามระเบียงบ้าน หรือเตียงหน้าบ้านคุยกัน เพราะไม่มีทีวี ไม่มีสื่อที่สร้างความใจอะไร มีอะไรก้อคุย แลกเปลี่ยนกัน
เมื่อความเจริญมาเยือน ไฟ้ฟ้าเข้า คนที่นั่งตามระเบียง คุยกันหน้าบ้าน ใต้เสียงเดือนเริ่มไม่มี จะหายเข้าไปอยู่แต่ในบ้าน
เรื่อง ตลกที่น่าขัน เรื่องมันเศร้าที่น่าเห็นใจ ก้อไม่รู้ ที่คนเมือง คนมีตังส์ หรือคนสมัยใหม่ฟังตลก
คือ เมื่อไฟ้ฟ้ามีเยือน บ้านที่มี ทีวีดู ก้อสองสามบ้านทั้งหมู่บ้านปังกู ตกเย็นเรียบกินข้าว กินปลากัน แล้วพากันไปนั่ง รอเจ้าของทีวีให้เค้าเปิด จะได้ดูนั่ง ทั้งเต็มบ้าน เกาะหน้าต่าง เกาะรั้วบ้าน เพื่ออยากดูหนัง ตอนนั้น กำลังดัง ก้อ สี่ยอดกุมาร เหรียญมรดก หนังประเภท จักร ๆๆ วง ประมาณ นั้น ช่วงนั้น ข่าวไม่ค่อยจะเน้นดูหรอก เพราะต่างถือว่าเป็นสังคมเมือง ไม่เกี่ยวกับเรา
พอหนังจบ ก้อกลับบ้าน เหมือนจะออกจากโรงหนังประมาณนั้น คนแก่ก้อจะมีเวลาคุยแลกเปลี่ยนกัน
และสื่อที่หายไปก้อคือ
- หนังขายยา ที่มาหลอกขายยาดี 3 วัน 3 คืน เพราะไม่มีใครไปดู เพราะติดหนังโทรทัศน์ เพราะไม่ต้องจำใจซื้อยาเพื่อจะได้ดูหนังของมัน
- เสียง บรรเลงเพลงปี่ มโหรี สด ที่นั่งฟังศาลาการเปรียญก้อเริ่มหายไป กลับมีเทปเพลงมา
- การเล่นลูกเม็ดตาล
- การเล่นซ่อนแอบ
เพราะใจจดใจจ่อคือ ตกเย็นเราไปดูหนังกัน

05 ธันวาคม, 2552

ท่านทำอะไรให้ประเทศชาติหรือพ่อหลวงของเราบ้าง

หนึ่งปีที่ผ่านมา......
เราใส่เสื้อเหลือง
เราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง
คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที
วันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย
.....สิบสองปีที่ผ่านมา......
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไป
ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน
เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนีไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่
ยังจำกันได้ไหม ?
..... 34 ปีที่ผ่านมา.....
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด
วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง
คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า “ คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน ” และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า “ เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น ?”
ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ “ จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ ”
ยังจำกันได้ ไหม ? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ?
เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด
เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส
เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ “ สิทธิ ” แต่ลืมคำว่า “ หน้าที่ ”
เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้
เราสร้าง “ กฎหมู่ ” ให้เหนือ “ กฎหมาย ”
เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย
เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน
และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่
เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
จะทรงเสียพระทัยเพียงใด ?
80ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก หรือกระทบกระเทือนใจแต่อย่างใด
แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์
พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ
ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม
แห่ล้อมด้วยข้าราชบริพาร
หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ- เพียงเท่านี้เอง
แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ?
หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา ?
ขอบคุณสำหรับท่านที่ส่งข้อความนี้เข้ามาเตือนสติ อยากให้ทุกคนได้อ่าน และเข้าใจ

ในหลวงขอเรา


22 เมษายน, 2552

หลักการเขียนเว็บบล็อก

วิธีแก้ไข Navbar ของคุณ
การคลิก "แก้ไข" ในส่วน Navbar จะช่วยให้คุณสามารถเลือกสีที่ต้องการสำหรับ Navbar

วิธีแก้ไขส่วนหัวของคุณ
การคลิก "แก้ไข" ในส่วนหัวจะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มหรือแก้ไขส่วนหัวของบล็อก ซึ่งรวมถึงชื่อบล็อกและคำอธิบายบล็อกด้วย

วิธีแก้ไขบทความบล็อกของคุณ
การคลิก "แก้ไข" ในส่วนของบทความบล็อกจะทำให้คุณสามารถเลือกจำนวนบทความที่คุณต้องการแสดงบนหน้าหลักของคุณ คุณสามารถเลือกจำนวนวันพร้อมด้วยบทความที่จะแสดง หรือจำนวนรวมของบทความในหน้าหลัก นอกจากนี้ยังสามารถแสดงลิงก์การส่งบทความผ่านอีเมล ซึ่งทำให้ผู้เข้าชมสามารถส่งบทความจากบล็อกของคุณให้กับเพื่อนทางอีเมลได้

วิธีแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของคุณ
การคลิก "แก้ไข" ในส่วนข้อมูลส่วนตัวจะทำให้คุณสามารถแก้ไข/เพิ่มชื่อข้อมูลส่วนตัว คำอธิบาย "เกี่ยวกับฉัน" และสถานที่ได้

วิธีแก้ไขคลังบทความในบล็อกของคุณ
เมื่อคลิก "แก้ไข" ในส่วนคลังบทความบล็อกของคุณจะทำให้คุณสามารถแก้ไข/เพิ่มชื่อคลังบทความ เลือกรูปแบบการแสดงผล (ลำดับชั้น รายการแบบเรียบ หรือเมนูแบบดร็อพดาวน์) เลือกที่จะแสดงชื่อบทความ เลือกแสดงบทความที่เก่าที่สุดก่อน เลือกความถี่ของการเก็บเข้าคลังบทความ (รายเดือน รายสัปดาห์ หรือรายวัน) และเลือกรูปแบบวันที่

วิธีเพิ่มองค์ประกอบของหน้า
คุณสามารถเพิ่มองค์ประกอบของหน้าได้หลายอย่างในหน้าบล็อกหรือแถบด้านข้าง โดยคลิก "เพิ่มองค์ประกอบของหน้า" ซึ่งจะเปิดหน้าต่างแบบป๊อปอัปที่คุณสามารถเพิ่มองค์ประกอบต่อไปนี้ในบล็อกโดยคลิก "เพิ่มไปยังบล็อก" ในส่วนขององค์ประกอบที่ต้องการ

04 เมษายน, 2552

การอบรมความพิวเตอร์เบื้องต้น








ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

1. ประโยชน์ด้านการพิมพ์เอกสาร การพิมพ์เอกสาร เช่น รายงาน หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร การ์ดวันเกิด การ์ดอวยพรปีใหม่ ฯลฯ ล้วนแต่ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดทำทั้งสิ้นเพราะสามารถออกแบบได้สวยงามและประหยัดค่าใช่จ่ายในการพิมพ์


2. ประโยชน์ด้านการคำนวณ การคำนวณ หมายถึง การบวก ลบ คูณ หารหรือการหาคำตอบด้วยการคำนวณตัวเลข ใช้มากในงานด้านบัญชี การคำนวณราคาสินค้า เช่น เวลาที่นักเรียนไปซื้อสินค้าในร้านมินิมาร์ท นักเรียนจะเห็นพนักงานเก็บเงินของร้านใช้เครื่องคำนวณราคาสินค้ารวมเงินค่าสินค้าให้เราและคิดเงินทอนให้อย่างสะดวกโดยใช้คอมพิวเตอร์


3. ประโยชน์ด้านการศึกษา นักเรียนคงเคยเห็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานด้านการเรียนการ สอนในหลายรูปแบบ เช่น การนำเสนอบทเรียน การผลิตสื่อการสอนแบบผสม การใช้ชีดีรอมสำหรับการเรียนรู้ เกมเพื่อการศึกษาหรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน


4. ประโยชน์ด้านการออกแบบและสร้างงานศิลปะ เป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการวาดรูปการ์ตูนการออกแบบงานและการสร้างภาพกราฟิกหรือการตกแต่งภาพในคอมพิวเตอร์

5. ประโยชน์ด้านความบันเทิง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อความสนุกสนานบันเทิง เช่น เล่นเกม ฟังเพลง ชมภาพยนต์เป็นต้น
คอมพิวเตอร์ยังมีประโยชน์อีกมาก ดังนั้น นักเรียนจึงต้องเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์และฝึกหัดใช้คอมพิวเตอร์ให้คล่อง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ให้คุ้มค่ามากที่สุดอีกทั้งยังเป็นทักษะในการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต

การอ่านข้อมูลเพิ่มเติ่ม (รายละเอียด )